หลายคนอาจสงสัยว่าอาการของไข้เลือดออกและโควิดในตอนนี้ต่างกันหรือไม่ และเราจะสามารถแยกได้อย่างไร ในบทความนี้จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่อง ไข้เลือดออกต่างกับโควิดอย่างไร? เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและรู้วิธีแยกแยะระหว่างสองโรคนี้ได้อย่างถูกต้อง
ไข้เลือดออกและโควิดเกิดจากอะไร?
ไข้เลือดออก: เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มี 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 โดยมียุงลายเป็นพาหะ โดยไวรัสแพร่กระจายสู่คนผ่านการกัดของยุงลาย [5]
โควิด: เป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัส SARS-CoV-2 สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ทางละอองฝอยที่มีไวรัสถูกสูดดมหรือผ่านการสัมผัสกับตา จมูก หรือปาก [6]
อาการของไข้เลือดออกและโควิดเป็นอย่างไร?
อาการไข้เลือดออก [5]
- ไข้สูง ประมาณ 38-41 องศา ติดต่อกัน 2-7วัน
- ปวดศีรษะ
- ปวดตา
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา
- กรณีที่รุนแรงบางรายอาจขับถ่ายเป็นเลือด
- กรณีที่รุนแรงบางรายอาจเกิดภาวะช็อก
อาการโควิด [1,2]
- ไข้จะสูงมากกว่า 37.5 C ขึ้นไป
- ไอแห้ง
- คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
- เจ็บคอ
- อ่อนเพลีย
- หายใจลำบาก
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส
วิธีรักษาไข้เลือดออกและโควิด
ไข้เลือดออก [4,5]
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไข้เลือดออกโดยเฉพาะ การรักษาจะเป็นการประคับประคองตามอาการและความรุนแรงของโรค เช่น
- เช็ดตัวเพื่อลดไข้ โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติบิดหมาดๆ เช็ดบริเวณใบหน้า ซอกคอและรักแร้
- ในกรณีที่มีไข้สูงให้รับประทานยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้
- การมีไข้สูงหรืออาเจียน ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ดังนั้น ควรดื่มน้ำให้มากๆ หรือจิบน้ำเกลือบ่อยๆ เพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายเสียไป
- ควรรับประทานอาหารอ่อนเพื่อให้ร่างกายย่อยง่าย
- ถ้าหากมีอาการรุนแรง เช่น อาเจียนมากผิดปกติ ปวดท้องมากบริเวณชายโครงขวา ตัวเย็น มือเท้าเย็น มีเลือดออกรุนแรง ไม่ปัสสาวะนาน 6 ชั่วโมง ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที
โควิด
ผู้ป่วยโควิดที่มีอาการไม่รุนแรงรักษาตัวที่บ้านอย่างน้อย 7-10 วัน จนกว่าจะไม่มีอาการป่วย เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น โดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัสและรักษาตามอาการ เช่น ใช้พาราเซตามอลเมื่อมีไข้หรือใช้ยาแก้ไอเมื่อมีอาการไอ ซึ่งอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ และตรวจ ATK ถ้าหากผลเป็นลบ จึงกลับออกมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้ หากอาการทรุดหนักหรือหายใจลำบาก ควรพบแพทย์ทันที [2]
วิธีป้องกันไข้เลือดออกและโควิด
ไข้เลือดออก
การป้องกันโรคไข้เลือดออกสามารถทำได้โดยการป้องกันยุงกัด เช่น สวมเสื้อผ้ามิดชิด ทาโลชั่นหรือพ่นสเปรย์กันยุง รวมถึงการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น เก็บของให้เป็นระเบียบและทำความสะอาดภาชนะเก็บน้ำให้มีฝาปิดทุกครั้ง และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตามคำแนะนำของแพทย์ ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ [5]
โควิด [3]
การป้องกันโควิดที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันยังคงเป็นการป้องกันด้วยตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อไวรัส สามารถทำได้ ดังนี้
- สวมหน้ากากอนามัย: สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน หรืออยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัด เพื่อป้องกันการรับและแพร่เชื้อผ่านละอองฝอย
- ล้างมือบ่อยๆ: หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังใช้มือปิดปากเวลาไอ จาม, หลังใช้ห้องน้ำ, ก่อน-หลังรับประทานอาหาร และหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
- เว้นระยะห่าง: รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อผ่านละอองฝอย
- หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด: หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือสถานที่ปิดอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
- ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง: พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- สังเกตอาการตนเอง: หากมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโควิด เช่น มีไข้สูง ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ
ที่มาของข้อมูล:
- โรงพยาบาลศิครินทร์: “เช็กอาการ! ผู้ป่วยโควิด-19 ในแต่ละระดับสี อาการเป็นอย่างไร?”.
- กรมควบคุมโรค: “อาการโควิดล่าสุดปี 2567 เบื้องต้นเป็นยังไง กี่วันหาย อันตรายหรือไม่”.
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล: “วิธีป้องกันตัวเองและสังคมจากโรคติดต่อโควิด-19”.
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล: “มารู้จัก “ไข้เลือดออก” ภัยร้ายที่อยู่ใกล้ตัว ตอนที่ 2”.
- โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์: “โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายจากยุงลาย”.
- คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล: “What is Covid 19”.
“ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นสำหรับประชาชนเป็นการทั่วไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้ข้อมูลเท่านั้น ข้อมูลนี้ไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อวินิจฉัยหรือรักษาปัญหาสุขภาพหรือโรคใด ๆ การให้ข้อมูลดังกล่าวนี้ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการทดแทนการปรึกษากับผู้ให้บริการทางการแพทย์ โปรดปรึกษาผู้ให้บริการทางการแพทย์ของท่านสำหรับคำแนะนำเพิ่มเติม”
C-ANPROM/TH/DENV/0774: MAY 2025

