ไข้เลือดออก โรคร้ายที่คุกคามคนทุกเพศทุกวัย แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้ว ภัยร้ายนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอและภาวะแทรกซ้อนที่ซับซ้อน ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มากขึ้นกว่าคนทั่วไป [3]
ไข้เลือดออกคืออะไร?
ไข้เลือดออก (Dengue Fever) คือ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) โดยมีพาหะนำโรคเป็นยุงลายตัวเมีย (Aedes Mosquito) ซึ่งระดับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สายพันธุ์ของเชื้อ, การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน, อายุ รวมถึงโรคประจำตัว [3]
ไข้เลือดออกมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 หรือที่เรียกว่าไวรัสเดงกี 1, 2, 3 และ 4 ตามลำดับ โดยทั่วไปหากเคยติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้น แต่ยังสามารถติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้อยู่ ซึ่งจะได้รับเชื้อจากสายพันธุ์ใหม่ในครั้งถัดไปและอาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงมากขึ้น [2]
โดยการระบาดของโรคไข้เลือดออกมักเกิดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกมาก ทำให้เกิดแหล่งน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกได้สูงกว่าช่วงอื่นๆ [4]
ไข้เลือดออกเกิดจากสาเหตุใด? [2]
ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งถูกถ่ายทอดจากยุงลายที่กัดและดูดเลือดจากผู้ที่มีเชื้อไวรัสในระยะที่มีไข้สูงหรือระยะที่ไวรัสยังสามารถแพร่กระจายได้
เมื่อยุงลายได้รับเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่เซลล์ผนังกระเพาะอาหารและฟักตัวในต่อมน้ำลายของยุงภายใน 8-10 วัน หลังจากนั้นหากยุงลายที่ติดเชื้อไปกัดคนอื่น เชื้อก็จะเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ที่โดนกัดและทำให้ติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการภายใน 5-8 วัน
โรคไข้เลือดออกไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรง ต้องอาศัยยุงลายเป็นพาหะนำโรค แต่ถ้าหากมีคนใกล้ชิดที่ติดเชื้อก็ควรระมัดระวังให้มากขึ้น เนื่องจากอาจบ่งชี้ได้ว่าบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัยมียุงลายชุกชุม ควรดูแลตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
อาการของโรคไข้เลือดออกที่คนเป็นเบาหวานต้องระวัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานควรระมัดระวังอาการของโรคไข้เลือดออกเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อเกิดการติดเชื้อจึงอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยอาการที่ต้องระวังเป็นพิเศษ มีดังนี้
1. ระยะไข้สูง (Febrile Phase) [1,6]
ระยะนี้เป็นช่วงที่เชื้อไวรัสกำลังแพร่กระจายในร่างกาย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียสแบบเฉียบพลัน และมีไข้ต่อเนื่อง 2-7 วัน ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการไอหรือน้ำมูก แต่อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ดังนี้
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดกระบอกตา มีอาการเจ็บรอบดวงตา
- หน้าแดง ตาแดง
- เกิดผื่นจางๆ ตามลำตัว
- เลือดออกง่ายผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลหรือเลือดออกตามไรฟัน
นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานควรระวังภาวะเบื่ออาหารด้วย เนื่องจากหากรับประทานอาหารได้น้อยก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะชัก หมดสติ หรือภาวะสมองเสียหายได้
2. ระยะวิกฤต (Critical Phase) [6]
ระยะวิกฤตเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด โดยระยะนี้อาจทำให้เกิดภาวะพลาสมารั่วออกนอกเส้นเลือดรวมถึงทำให้ร่างกายสูญเสียของเหลวและเลือดได้ ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยอาการที่ต้องเฝ้าระวัง มีดังนี้
- อาการซึมและอ่อนแรงมาก
- มือเท้าเย็น เหงื่อออก ตัวซีด
- ปวดท้องรุนแรงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา
- อาเจียนบ่อยหรืออาเจียนเป็นเลือด
- เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล, เลือดออกตามไรฟัน หรือขับถ่ายเป็นเลือด
- หายใจลำบาก แน่นหน้าอก
- ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลย
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase) [1,6]
หลังจากผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้น เนื่องจากของเหลวที่รั่วออกจากเส้นเลือดเริ่มกลับเข้าสู่กระแสเลือดตามปกติ ส่งผลให้ระบบต่างๆ ของร่างกายกลับมาทำงานได้ดี ชีพจรและความดันโลหิตเป็นปกติ ปัสสาวะเพิ่มขึ้น และเริ่มมีความอยากอาหารมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงอันตรายมาแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานก็ยังคงต้องระวังภาวะน้ำเกิน (Fluid Overload) อยู่ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อมร่วมด้วย เนื่องจากไตอาจไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ ส่งผลให้เกิดอาการบวม หายใจลำบาก หรือในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นไข้เลือดออก
ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นไข้เลือดออกมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เนื่องจากโรคเบาหวานจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง หลอดเลือดเปราะบาง และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นไข้เลือดออก มีดังนี้
1. ภาวะเลือดออกผิดปกติ (Bleeding Tendency) [1]
ไข้เลือดออกทำให้เกล็ดเลือดลดลงและหลอดเลือดเปราะบาง ส่งผลให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาหลอดเลือดเสื่อมและระบบแข็งตัวของเลือดผิดปกติอยู่แล้ว จะยิ่งเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกรุนแรงมากขึ้น เช่น เลือดออกในทางเดินอาหารหรือสมอง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
2. ภาวะช็อกจากไข้เลือดออก (Dengue Shock Syndrome - DSS) [1]
ภาวะช็อกเกิดจากพลาสมารั่วออกจากหลอดเลือด ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อกจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่อวัยวะล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
3. ภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ (Hyperglycemia & Hypoglycemia) [1]
การติดเชื้อไข้เลือดออกทำให้ร่างกายเกิดความเครียด ส่งผลให้ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำงานได้ไม่สมดุลและทำให้น้ำตาลในเลือดอาจสูงหรือต่ำเกินไป
หากน้ำตาลต่ำเกินไป จะทำให้หมดสติหรือชักได้ แต่ถ้าหากน้ำตาลสูงมาก ก็อาจนำไปสู่ภาวะเลือดเป็นกรด (Diabetic Ketoacidosis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
4. ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury - AKI) [1,3]
ผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะแทรกซ้อนทางไตที่ทำให้ไตเสื่อมสภาพและทำงานได้ลดลงอยู่แล้ว เมื่อไตที่เสื่อมสภาพต้องเผชิญกับความเครียดจากการเป็นไข้เลือดออก ก็จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะไตวายเฉียบพลัพานได้
5. ภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน (Secondary Infection) [3]
ผู้ป่วยเบาหวานมักมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราได้ง่ายขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อไข้เลือดออกร่วมด้วย จะทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดบวม (Pneumonia) หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTI)
วิธีลดความเสี่ยงเป็นไข้เลือดออกในผู้ป่วยเบาหวาน
ยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเดงกีซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก หากผู้ป่วยเบาหวานติดเชื้อ อาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าคนทั่วไปได้ ดังนั้นการป้องกันตัวเองจากยุงลายจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยวิธีลดความเสี่ยงเป็นไข้เลือดออกมีดังนี้
1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย [5]
- ทำลายแหล่งน้ำขัง ยุงลายมักวางไข่ในแหล่งน้ำขัง การกำจัดแหล่งน้ำขังจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดการเพาะพันธุ์ของยุงลาย สามารถทำได้โดยการเทน้ำออกจากภาชนะเมื่อไม่ใช้แล้ว
- หมั่นเปลี่ยนน้ำในภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น แจกันศาลพระภูมิ, แจกันดอกไม้ หรือถาดรองกระถางต้นไม้ทุกสัปดาห์
- ปิดฝาภาชนะใส่น้ำ ควรใช้ฝาครอบภาชนะเก็บน้ำทุกชนิด เช่น ถังเก็บน้ำ เพื่อป้องกันการเข้ามาวางไข่ของยุงลาย
- ใช้ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลาย ในพื้นที่ที่มีน้ำขังแต่ไม่สามารถกำจัดได้ การใช้ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลายเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพ เมื่อทรายโดยน้ำ ทรายจะปล่อยสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทของลูกน้ำยุงลาย ทำให้ลูกน้ำตายในที่สุด
- หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ที่มีน้ำขัง ควรตรวจสอบและทำความสะอาดภาชนะในบ้านทุกๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดน้ำขังและไข่ของยุงลาย
2. ป้องกันการถูกยุงกัด [6]
- ทาโลชั่นหรือใช้สเปรย์กันยุง ควรทาโลชั่นหรือใช้สเปรย์กันยุงบริเวณผิวหนังที่เสื้อผ้าไม่ปกคลุม
- สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย โดยเฉพาะช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นเวลาที่มียุงลายออกหากิน
- ติดมุ้งลวดและปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเข้ามาภายในบ้าน
- ใช้เครื่องไล่ยุงหรือสเปรย์กันยุงในบ้าน เช่น ไม้ตียุง, สเปรย์กันยุง หรือเครื่องพ่นไอน้ำไล่ยุง
- เปิดพัดลมหรือใช้แอร์ เนื่องจากยุงลายไม่ชอบอากาศเย็นและลมแรง
3. การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษาเชื้อไวรัสสำหรับผู้ป่วยไข้เลือดออกโดยเฉพาะ การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ได้รับการรับรองอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 2 เข็ม และวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 3 เข็ม
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 2 เข็ม แต่ละเข็มจะฉีดห่างกัน 3 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป สามารถฉีดได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน [7]
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 3 เข็ม แต่ละเข็มจะฉีดห่างกัน 6 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6-45 ปี และมีประวัติเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน [7]
ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการฉีดวัคซีนไข้เลือดออกจะต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหรือสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี รวมถึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีนเพื่อความปลอดภัย
ที่มา
- Wiley Online Library: “Dengue fever in hyperglycemic patients: an emerging public health concern demanding eyes on the effective management strategies”.
- คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล: “ไข้เลือดออก .. ภัยร้ายใกล้ตัว”.
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข: “แนวทางการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่าวยโรคไข้เลือดออกเดงกีในผู้ใหญ่”.
- กรมควบคุมโรค: “รายงานพยากรณ์โรคไข้เลือดออก ปี 2562”.
- โรงพยาบาลวิภาวดี: “โรคไข้เลือดออกระบาด - สาเหตุ อาการ ระวัง ป้องกัน รู้ทันยุงลาย”.
- โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์: “โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายจากยุงลาย”.
- สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย: “ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย แนะนำโดย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2568”.
“ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นสำหรับประชาชนเป็นการทั่วไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้ข้อมูลเท่านั้น ข้อมูลนี้ไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อวินิจฉัยหรือรักษาปัญหาสุขภาพหรือโรคใด ๆ การให้ข้อมูลดังกล่าวนี้ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการทดแทนการปรึกษากับผู้ให้บริการทางการแพทย์ โปรดปรึกษาผู้ให้บริการทางการแพทย์ของท่านสำหรับคำแนะนำเพิ่มเติม”
C-ANPROM/TH/DENV/0782: MAY 2025

