โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทยมีอะไรบ้างและมีอาการอย่างไร
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STI) ที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีหลากหลายชนิด แต่ละโรคมีสาเหตุและอาการแตกต่างกันค่ะ ซึ่งโรคที่พบมากได้แก่
- หนองในแท้ (Gonorrhea) – เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae อาการที่พบเช่น มีหนองไหลออกจากอวัยวะเพศ, ปัสสาวะแสบขัด, ปวดท้องน้อย (ในผู้หญิง)
- หนองในเทียม (Chlamydia) – เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis อาการคล้ายหนองในแท้ แต่อาจมีอาการน้อยจนไม่รู้ตัว, ปัสสาวะแสบ, มีตกขาวผิดปกติ
- ซิฟิลิส (Syphilis) – เกิดจากเชื้อ Treponema pallidum มีหลายระยะ ระยะแรกเป็นแผลริมแข็งไม่เจ็บ ต่อมามีผื่นตามลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และหากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดผลกระทบต่อระบบประสาทและหัวใจ
- เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) – เกิดจากเชื้อไวรัส HSV-2 หรือ HSV-1 มีตุ่มน้ำใสแตกเป็นแผล เจ็บปวด บางรายมีไข้ร่วมด้วย
- เชื้อเอชพีวี (HPV) – บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ (Genital warts) และบางสายพันธุ์เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก
- เชื้อเอชไอวี (HIV) – ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน อาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่หากปล่อยไว้อาจพัฒนาไปสู่เอดส์
อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แตกต่างไปตามชนิดของเชื้อ แต่โดยรวมมักมีสัญญาณเตือน เช่น
- ปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหลออกจากอวัยวะเพศ
- มีแผล หรือตุ่มน้ำใสในบริเวณอวัยวะเพศ, ปาก หรือทวาร
- อาการคัน, ระคายเคือง หรือมีกลิ่นผิดปกติจากช่องคลอด
- มีตกขาวหรือสิ่งขับออกผิดปกติ (ในผู้หญิง)
- อาการไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย หรือผื่นตามร่างกาย
การป้องกันสำคัญมาก เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์, ตรวจสุขภาพเป็นประจำ, และหลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคนค่ะ หากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้องค่ะ