ร่างกายหญิงตั้งครรภ์ต้องการน้ำเพิ่มขึ้นจากปกติวันละกี่ลิตรเพื่อใช้ในการสร้างน้ำคร่ำ
โดยทั่วไปหญิงตั้งครรภ์จะต้องการน้ำมากขึ้นจากปกติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายและการสร้างน้ำคร่ำค่ะ ปริมาณน้ำคร่ำในถุงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการตั้งครรภ์ และอยู่ที่ประมาณ 800–1,000 มิลลิลิตรในช่วงปลายการตั้งครรภ์ น้ำคร่ำมีบทบาทสำคัญในการปกป้องทารกจากแรงกระแทก ช่วยควบคุมอุณหภูมิ และให้โอกาสทารกเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระค่ะ
ในแง่ปริมาณน้ำที่ต้องดื่มเพิ่ม จากคำแนะนำทางสุขภาพ ผู้หญิงปกติควรดื่มน้ำประมาณ 2–2.5 ลิตรต่อวัน แต่เมื่อมีการตั้งครรภ์ ร่างกายจะต้องใช้น้ำมากขึ้นประมาณ 0.3–0.5 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยสร้างและรักษาระดับน้ำคร่ำ เลือดที่เพิ่มขึ้น และของเหลวในเนื้อเยื่อค่ะ ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำรวมประมาณ 2.3–3 ลิตรต่อวัน (รวมจากน้ำเปล่า เครื่องดื่ม และน้ำจากอาหาร) เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการค่ะ
นอกจากนี้ ปัจจัยที่ควรพิจารณาคือ
- สภาพอากาศและเหงื่อออก ถ้าร้อนหรือออกกำลังกายเบา ๆ อาจต้องเพิ่มน้ำอีก 0.5–1 ลิตรค่ะ
- ภาวะครรภ์เสี่ยง เช่น น้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios) หรือภาวะร่างกายสูญเสียน้ำมาก อาจต้องการน้ำมากกว่าเฉลี่ย
- สัญญาณเตือนว่าร่างกายขาดน้ำ ได้แก่ ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ซึ่งควรเสริมการดื่มน้ำทันทีค่ะ
ถ้าต้องการให้การดื่มน้ำมีประสิทธิภาพ ควรดื่มทีละน้อยแต่บ่อยตลอดทั้งวัน มากกว่าดื่มครั้งละปริมาณมากค่ะ