ถ้าแผลปริขอบทวารเกิดอักเสบ (เข้าสัปดาห์ที่ 5)
หมอบอกไหมยังไม่ละลาย + มีน้ำอยู่ตรงรอยเย็บแผล + อักเสบ หลังขับถ่ายมีเลือดซึมออกเล็กน้อย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีติ่งเนื้อที่หมอบอกเป็นริดสีดวงทวารงอกมา และมีนัดจี้ตัดติ่งเนื้อวันมะรืนนี้ (ครั้งก่อนไม่มีประวัติอักเสบ) หากพบหมอในวันนัดควรยืนยันจี้ตัดติ่งเนื้อตามเดิมไหม
จากข้อมูลที่บอกมาคือ แผลปริขอบทวาร (anal fissure) เข้าสัปดาห์ที่ 5 ยังไม่หายดี เนื่องจากไหมยังไม่ละลาย น้ำขังตรงรอยเย็บ และมีการอักเสบ รวมทั้งมีเลือดซึมหลังขับถ่าย ซึ่งในกรณีเช่นนี้จำเป็นต้องประเมินความพร้อมของแผลก่อนจะทำหัตถการอื่นค่ะ เพราะการจี้ตัดติ่งเนื้อริดสีดวงทวาร (skin tag หรือ hemorrhoid) จะมีความเสี่ยงเพิ่มเรื่องการติดเชื้อหรือทำให้แผลเดิมหายช้าลงค่ะ
สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนยืนยันทำหัตถการวันนัดคือ
- ประเมินการอักเสบ: ถ้าแผลยังบวมแดง มีหนอง หรือน้ำขังอยู่ การทำหัตถการใหม่จะเพิ่มโอกาสติดเชื้อค่ะ
- การหายของแผลเดิม: แผลปริขอบทวารที่ยังไม่หาย อาจทำให้แผลใหม่จากการจี้ติดผสานกับแผลเดิม ทำให้การดูแลซับซ้อนขึ้นค่ะ
- เลือดซึมหลังขับถ่าย: อาจหมายถึงแผลยังไม่สมานดีหรือมีผิวบอบบาง การจี้ตัดติ่งเนื้อถ้าทำต่ออาจมีเลือดออกมากขึ้นค่ะ
- การปรับแผนกับแพทย์: เนื่องจากหมอจะสามารถตรวจดูในวันนัดและตัดสินใจว่าจะเลื่อนหัตถการ หรือทำเฉพาะกรณีเร่งด่วนค่ะ
โดยทั่วไป ถ้ามีการอักเสบอยู่ แพทย์มักจะแนะนำให้รักษาแผลเดิมให้ดีขึ้นก่อน เพราะการทำหัตถการในแผลที่อักเสบมีความเสี่ยงมากกว่า และอาจยืดเวลาการหายค่ะ อย่างไรก็ตาม ควรไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อให้ท่านตรวจรอยแผลและประเมินว่าตัดติ่งเนื้อในตอนนี้ปลอดภัยหรือไม่ หากไม่เหมาะสม แพทย์อาจปรับแผนเป็นการรักษาอาการอักเสบก่อนค่ะ
สรุปคือ ควรไปพบแพทย์ตามนัดแต่แจ้งข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับอาการอักเสบ น้ำขังตรงแผล และเลือดซึม เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าจะทำการจี้ตัดติ่งเนื้อหรือเลื่อนนัดจนกว่าแผลปริขอบทวารจะหายดีค่ะ