อาการของ HIV ในช่วงเดือนแรกหลังติดเชื้อ

อาการของ HIV ในช่วงเดือนแรกหลังติดเชื้อเป็นอย่างไรบ้าง

ในช่วงเดือนแรกหลังติดเชื้อ HIV ร่างกายบางคนอาจเริ่มมีอาการที่เรียกว่า “ระยะเฉียบพลัน” หรือ Acute HIV Infection ค่ะ ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อการติดเชื้อ โดยอาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้ค่ะ

  • มีไข้ต่ำถึงสูง และรู้สึกหนาวสั่น
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
  • เจ็บคอหรือมีผื่นขึ้นตามร่างกาย โดยผื่นอาจเป็นจุดแดงหรือแบน กระจายหลายตำแหน่ง
  • ต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ
  • ปวดหัว หรือมีความรู้สึกเวียนศีรษะ
  • บางรายอาจมีแผลในช่องปากหรือแผลที่อวัยวะเพศร่วมด้วย

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ และอยู่ได้นานประมาณ 1–2 สัปดาห์ ก่อนดีขึ้นเองค่ะ อย่างไรก็ตาม บางคนอาจไม่มีอาการใดเลยในช่วงแรก ทำให้ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ จุดสำคัญคือ อาการในระยะนี้คล้ายกับไข้หวัดใหญ่หรือโรคไวรัสอื่นๆ จึงไม่สามารถใช้การสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยได้ค่ะ

ดังนั้น หากมีความเสี่ยงสูง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่งจากคนที่อาจมีเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจ HIV ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม (โดยใช้การตรวจแบบแอนติบอดีหรือแอนติเจนร่วม) เนื่องจากการตรวจในช่วงแรก ๆ อาจต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันก่อนถึงจะตรวจพบค่ะ การตรวจเร็วและเริ่มรักษาเร็วจะช่วยควบคุมเชื้อได้ดีและป้องกันการแพร่กระจายค่ะ