รอบเดือนยาวขึ้นเป็น 35 วัน ถือว่าผิดปกติหรือไม่ และควรทำอย่างไร

[spoiler]

ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปกติเป็นคนที่ประจำเดือนมาค่อนข้างตรงตามในแอพอาจคลาดเคลื่อนได้1-2วัน และรอบเดือนจะอยู่ประมาณ 27-30 วัน แต่ว่าประจำเดือน เดือนมกราคมมาค่อนข้างช้า ในแอพขึ้นว่าน่าจะมาวันที่ 16-17 มกราคม แต่วันนี้วันที่ 20แล้วก็ยังไม่มา รอบเดือนนี้ 34 วันแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนช่วงธันวาคมมีเพศสัมพันธ์กับแฟนก่อนประจำเดือนจะมา เช่น มีเพศสัมพันธ์กับแฟนและมีการใส่ถุงยางวันที่ 15-17 ธันวาคม และประจำเดือนมา 18 ธันวาคม มีประจำเดือนปกติ เลยสงสัยว่าจะท้องมั้ย แต่ตอนเช็คถุงยางก็ไม่รั่ว หรือประจำเดือนแค่มาช้ากว่าปกติเฉยๆ

จากข้อมูลที่ให้มา โอกาสตั้งครรภ์มีค่อนข้างน้อยนะคะ เนื่องจาก

  • มีการใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่รั่ว ไม่แตก ซึ่งถุงยางอนามัยมีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อใช้อย่างถูกต้อง (ป้องกันได้ราว 98% ในการใช้ถูกวิธี)
  • ประจำเดือนรอบเดือนธันวาคมมากันตรงตามเวลาหลังมีเพศสัมพันธ์ แสดงว่าการตกไข่ในรอบนั้นน่าจะเกิดปกติและไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในรอบนั้นค่ะ

อย่างไรก็ตาม ประจำเดือนที่มาช้าในรอบปัจจุบัน อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

  1. ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความเคลื่อนไหวของร่างกายมากผิดปกติ เช่น การออกกำลังกายหนัก การเดินทางข้ามโซนเวลา
  2. น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ลดหรือเพิ่มรวดเร็ว
  3. ความผิดปกติของฮอร์โมนชั่วคราว เช่น ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
  4. สาเหตุอื่น ๆ ทางสุขภาพ เช่น การติดเชื้อบางชนิด หรือการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อรอบเดือน

คำแนะนำคือ

  • รอดูอีก 5–7 วัน หากประจำเดือนยังไม่มา ควรตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจปัสสาวะตอนเช้า เพื่อความชัดเจน
  • ควรจดบันทึกรอบเดือนอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแนวโน้มว่าเริ่มมีรอบไม่ปกติหรือไม่
  • หากรอบเดือนผิดปกติติดต่อกันเกิน 3 เดือน หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น ปวดท้องมาก เลือดออกกะปริบกะปรอย ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมค่ะ

ถ้าพรุ่งนี้ประจำเดือนยังไม่มา รอบเดือนจะเป็น 35 วัน ถือว่ารอบเดือนผิดปกติมั้ย แล้วถ้าไม่มาควรทำยังไง

โดยทั่วไป รอบเดือนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 21–35 วันค่ะ ดังนั้นถ้ารอบเดือนยาวขึ้นเป็น 35 วัน ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทางการแพทย์ แต่ถ้าปกติคุณมีรอบค่อนข้างสั้นและตรงเวลา (เช่น 27–30 วัน) แล้วครั้งนี้ยาวขึ้นจนถึง 35 วัน อาจบ่งบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในรอบนี้ เช่น การตกไข่ล่าช้า ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ การเดินทาง การเปลี่ยนแปลงของอาหาร น้ำหนัก หรือความไม่สมดุลของฮอร์โมนค่ะ

สิ่งที่แนะนำให้ทำคือ

  • หากครบ 35 วันแล้วประจำเดือนยังไม่มา ควรตรวจการตั้งครรภ์ เพื่อความมั่นใจ โดยใช้ชุดตรวจปัสสาวะตอนเช้า ซึ่งจะให้ผลแม่นยำมากที่สุด
  • หากผลตรวจออกมา “ไม่ตั้งครรภ์” ให้รอดูอีกไม่เกิน 1–2 สัปดาห์ ว่าประจำเดือนจะมาหรือไม่
  • ระหว่างนี้พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และดูแลสุขภาพร่างกายให้สมดุล เพราะฮอร์โมนเพศหญิงไวต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมาก

ถ้าหลังจากนี้มีรอบเดือนที่ยาวขึ้นหรือสั้นลงผิดปกติหลายรอบติดกัน (เกิน 3 รอบต่อเนื่อง) หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น ปวดท้องมาก ประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ควรไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจฮอร์โมนอย่างละเอียด เพราะบางสาเหตุ เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) หรือปัญหาไทรอยด์ อาจต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมค่ะ