การใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากน้อยเพียงใด
การใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะมีความจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่าย แต่ผลข้างเคียงที่สำคัญคือการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนังและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองค่ะ ความเสี่ยงนี้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกกด ทำให้ความสามารถในการกำจัดเซลล์ผิดปกติหรือเชื้อไวรัสที่ก่อมะเร็งลดลง
- มะเร็งผิวหนัง: ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนังชนิด Squamous cell carcinoma ซึ่งพบว่ามีอัตราสูงกว่าในประชากรทั่วไปมาก (บางการศึกษาพบสูงกว่าถึง 65–250 เท่า) และมีโอกาสเกิดหลายตำแหน่งพร้อมกันค่ะ ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมคือการได้รับแสง UV และประวัติผิวไหม้จากแดด
- มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Post-transplant lymphoproliferative disorder - PTLD): ความเสี่ยงของ PTLD เพิ่มขึ้นจากการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะยากลุ่มที่กด T-cell อย่างแรง เช่น cyclosporine, tacrolimus หรือยา monoclonal antibody คล้ายกับยาที่ใช้ใน induction therapy ปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือติดเชื้อ Epstein-Barr virus (EBV) หลังการปลูกถ่าย ซึ่งสามารถกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ต่อมน้ำเหลืองค่ะ
โดยสรุป ความเสี่ยงต่อมะเร็งในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะขึ้นอยู่กับ
- ชนิดและปริมาณยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้
- ระยะเวลาที่ใช้ยา – ยิ่งใช้ยานาน ความเสี่ยงยิ่งสูง
- ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด, การติดเชื้อบางชนิด
- ประวัติสุขภาพเดิม และพันธุกรรมของผู้ป่วย
ดังนั้นผู้ป่วยควรตรวจร่างกายและผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ ลดการสัมผัสแสงแดดตรง ๆ ใช้มาตรการป้องกัน UV และพบแพทย์ทันทีหากพบความผิดปกติของผิวหนังหรือก้อนที่โตผิดปกติค่ะ