ปวดบั้นเอวและปัสสาวะมีเลือดหลังวิ่งระยะไกล: สาเหตุจากการสลายเม็ดเลือดแดงหรือโรคนิ่ว

อาการปวดบั้นเอวและปัสสาวะมีเลือดปนหลังจากการวิ่งเทรลระยะไกลเกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงหรือนิ่วทางเดินปัสสาวะ

อาการปวดบั้นเอวร่วมกับปัสสาวะมีเลือดปนหลังการวิ่งเทรลหรือวิ่งระยะไกล อาจเกิดจากหลายสาเหตุค่ะ ซึ่งทั้งการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง (exertional hemolysis) และนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ก็เป็นไปได้ทั้งคู่ค่ะ แต่ลักษณะและปัจจัยที่ทำให้เกิดจะแตกต่างกัน ดังนี้ค่ะ

  • Exertional Hemolysis:

    • เกิดจากการสลายของเม็ดเลือดแดงเนื่องจากแรงกระแทกซ้ำ ๆ หรือความเครียดจากการออกกำลังกายหนัก
    • ในการวิ่งระยะไกล โดยเฉพาะวิ่งเทรลที่มีแรงกระแทกจากพื้น อาจทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและปล่อยฮีโมโกลบินออกมา ซึ่งบางส่วนถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีสีแดงแต่เป็น hemoglobinuria ไม่ใช่เลือดโดยตรง
    • มักไม่มีอาการปวดบั้นเอวชัดเจน เว้นแต่มีการบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อ หรือภาวะ rhabdomyolysis ค่ะ
  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ:

    • เกิดจากการสะสมของแร่ธาตุในไตหรือทางเดินปัสสาวะ จนเป็นก้อน ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ
    • อาการจะมีปวดบั้นเอวหรือปวดเฉียบพลันบริเวณข้างลำตัว อาจร้าวลงไปที่หน้าท้องหรือขาหนีบ และบางครั้งมีคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
    • เลือดที่ออกมาปนในปัสสาวะเป็น true hematuria คือเลือดสดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดในระบบทางเดินปัสสาวะ

โดยทั่วไป หากหลังการวิ่งมีอาการปวดบั้นเอวร่วมกับปัสสาวะมีเลือด จำเป็นต้องแยกสาเหตุด้วยการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เพื่อดูว่ามีเม็ดเลือดแดงจริงหรือไม่ และอาจต้องทำอัลตราซาวด์ของไตและทางเดินปัสสาวะ การพบเม็ดเลือดแดงจำนวนมากพร้อมอาการปวดบั้นเอวมักชี้ไปทางนิ่วมากกว่า ส่วนถ้าพบแค่ฮีโมโกลบินหรือไมโอโกลบินโดยไม่มีเม็ดเลือดแดง ก็จะสื่อถึงการสลายเม็ดเลือดหรือกล้ามเนื้อค่ะ ดังนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดค่ะ