โรคพยาธิตัวตืดในลำไส้ทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรงและขับถ่ายผิดปกติได้อย่างไร
โรคพยาธิตัวตืดในลำไส้เกิดจากการติดเชื้อพยาธิตัวตืด เช่น Taenia saginata (จากเนื้อวัว) หรือ Taenia solium (จากเนื้อหมู) ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเจริญเติบโตและอาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการปวดท้องและความผิดปกติในการขับถ่ายได้ค่ะ โดยสาเหตุหลักๆ ได้แก่
- การระคายเคืองของเยื่อบุลำไส้: พยาธิตัวตืดมีตะขอหรือดูดช่วยเกาะลำไส้ ทำให้เกิดการระคายเคือง และกล้ามเนื้อลำไส้บีบตัวมากขึ้น
- การแย่งสารอาหาร: พยาธิตัวตืดดูดซึมสารอาหารจากอาหารที่เรากิน ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด ส่งผลให้ระบบย่อยและขับถ่ายผิดปกติ
- การอุดตันบางส่วน: หากพยาธิตัวตืดมีขนาดยาวมาก อาจทำให้การไหลผ่านของกากอาหารในลำไส้ติดขัด เกิดอาการท้องอืด ปวด หรือถ่ายไม่ปกติค่ะ
อาการปวดท้องรุนแรงจะเกิดจากการบีบตัวของลำไส้เพื่อต้านการอุดตันและพยายามขับพยาธิออก รวมถึงการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ ทำให้ปวดเป็นพักๆ หรือปวดตลอดเวลา ขับถ่ายผิดปกติอาจมีลักษณะเป็นท้องเสีย สลับกับท้องผูก หรือถ่ายออกมาเป็นชิ้นส่วนของพยาธิ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบาย บางรายอาจมีน้ำหนักลดหรืออ่อนเพลียร่วมด้วยค่ะ
โดยทั่วไป การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าพยาธิ เช่น praziquantel หรือ niclosamide ซึ่งแพทย์จะเลือกตามชนิดของพยาธิ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบหรือไม่สุก เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำค่ะ การตรวจอุจจาระหาชิ้นส่วนหรือไข่พยาธิช่วยยืนยันการวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาได้อย่างแม่นยำค่ะ