อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนหูอื้อข้างเดียวไม่กี่นาทีแล้วหาย
อาการหูอื้อข้างเดียวแบบเกิดขึ้นไม่กี่นาทีแล้วหายเอง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และส่วนใหญ่ไม่อันตรายค่ะ สาเหตุที่พบบ่อย เช่น
- การเปลี่ยนความดันในหูชั่วคราว เช่น หาว กลืน น้ำมูกคัด หรือท่อยูสเตเชียนทำงานไม่สมดุลค่ะ
- ขี้หูอุดตันบางส่วน ทำให้ได้ยินอื้อเป็นพักๆ ค่ะ
- อยู่ในที่เสียงดัง ใส่หูฟังเสียงดัง หรือพักผ่อนน้อย ความเครียด ก็อาจกระตุ้นอาการได้ค่ะ
- บางคนอาจมีอาการร่วมกับเวียนหัว หูอื้อ หรือเสียงวิ้งในหูจากไมเกรนหรือระบบหูชั้นในค่ะ
ถ้าอาการเกิดครั้งเดียวแล้วหาย ไม่มีปวดหู ไม่มีเวียนหัว ไม่มีเสียงดังในหู และการได้ยินกลับมาปกติ มักสามารถสังเกตอาการต่อได้ค่ะ ระหว่างนี้ควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง พักผ่อนให้พอ ดื่มน้ำมากขึ้น และไม่แคะหูค่ะ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์หูคอจมูกเพื่อตรวจเพิ่มเติมค่ะ
- หูอื้อหรือได้ยินลดลงนานเกิน 24 ชั่วโมง
- เป็นซ้ำบ่อยขึ้น
- มีเวียนหัว บ้านหมุน คลื่นไส้
- มีเสียงดังในหูตลอดเวลา
- ปวดหู มีไข้ หรือมีน้ำไหลจากหูค่ะ
อีกภาวะที่ควรระวังคือ “หูดับเฉียบพลัน” ซึ่งมักจะได้ยินลดลงชัดเจนทันทีข้างเดียว อาจมีเสียงวิ้งร่วมด้วย และไม่หายเร็วภายในไม่กี่นาทีค่ะ ภาวะนี้ควรรีบพบแพทย์ภายใน 24–72 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาค่ะ
ลมออกหูทั้งสองข้างเวียนหน้าสาเหตุและวิธีแก้ไข
อาการเหมือนมี “ลมออกหู” ทั้งสองข้างร่วมกับเวียนหัว อาจหมายถึงความรู้สึกมีลมผ่าน เสียงฟู่ เสียงลมในหู หรือความดันในหูผิดปกติค่ะ สาเหตุที่พบได้บ่อยมีหลายอย่าง เช่น
- ท่อปรับความดันหู (ท่อยูสเตเชียน) ทำงานผิดปกติ จากหวัด ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หรือคัดจมูกค่ะ
- หูชั้นในมีปัญหา เช่น น้ำในหูไม่เท่ากัน หรือระบบการทรงตัวผิดปกติ ทำให้เวียนหัวร่วมกับหูอื้อหรือเสียงในหูค่ะ
- ความเครียด พักผ่อนน้อย คาเฟอีนเยอะ หรือวิตกกังวล ก็อาจทำให้เกิดเสียงในหูและมึนศีรษะได้ค่ะ
- ขี้หูอุดตัน การอักเสบของหู หรือการอยู่ในที่เสียงดังเป็นเวลานานค่ะ
- ถ้ามีอาการบ้านหมุนชัดเจน คลื่นไส้ เดินเซ หรือได้ยินลดลง อาจเกี่ยวกับโรคหูชั้นใน เช่น เวียนศีรษะจากหินปูนในหูชั้นใน หรือโรคเมเนียร์ค่ะ
วิธีดูแลเบื้องต้นค่ะ
- พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนท่าทางเร็วๆ ค่ะ
- หลีกเลี่ยงเสียงดัง หูฟังเสียงดัง คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ค่ะ
- ถ้ามีคัดจมูกหรือภูมิแพ้ อาจช่วยได้ด้วยการล้างจมูกน้ำเกลือหรือหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นค่ะ
- ไม่แคะหูหรือพยายามเป่าหูแรงๆ เพราะอาจระคายเคืองเพิ่มค่ะ
- หากเวียนหัวมาก ควรนั่งหรือนอนพักทันทีเพื่อลดการล้มค่ะ
ควรไปพบแพทย์หูคอจมูกหรือแพทย์ทั่วไป หากมีอาการเหล่านี้ค่ะ
- เวียนหัวรุนแรง เดินเซ อาเจียนมากค่ะ
- ได้ยินลดลง หูอื้อข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน หรือมีเสียงดังในหูตลอดค่ะ
- ปวดหู มีไข้ หรือมีน้ำไหลจากหูค่ะ
- อาการเป็นต่อเนื่องหลายวัน หรือเป็นซ้ำบ่อยขึ้นค่ะ
- มีแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือปากเบี้ยวร่วมด้วย ต้องรีบไปฉุกเฉินทันทีค่ะ
วิธีการแก้ไขเบื้องต้น
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการเหมือนลมออกหู หูอื้อ หรือเวียนหัว สามารถลองทำได้ดังนี้ค่ะ
- นั่งพักหรือนอนพักทันที โดยเฉพาะถ้าเวียนหัว หลีกเลี่ยงการลุกเร็วหรือหมุนศีรษะแรงๆ ค่ะ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะร่างกายขาดน้ำอาจทำให้มึนหัวและความดันในหูผิดปกติได้ค่ะ
- หาว กลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวหมากฝรั่งเบาๆ เพื่อช่วยปรับความดันในหูค่ะ
- ถ้ามีคัดจมูกหรือภูมิแพ้ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออาจช่วยลดแรงดันในหูได้ค่ะ
- หลีกเลี่ยงเสียงดัง หูฟังเสียงดัง คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่ชั่วคราวค่ะ
- พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพราะความเครียดและนอนน้อยกระตุ้นอาการเวียนหัวและเสียงในหูได้ค่ะ
- หลีกเลี่ยงการแคะหู หรือเป่าลมหูแรงๆ เพราะอาจระคายเคืองหรือทำให้หูอักเสบได้ค่ะ
ถ้าอาการเวียนหัวเป็นลักษณะบ้านหมุนเวลาเปลี่ยนท่า เช่น ลุกนั่งหรือหันหัวเร็ว อาจเกี่ยวกับหินปูนในหูชั้นในค่ะ การขยับศีรษะช้าๆ และพักนิ่งๆ มักช่วยให้อาการดีขึ้นชั่วคราวค่ะ แต่ไม่ควรขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรถ้ายังมึนหัวค่ะ
ควรพบแพทย์ถ้ามีอาการเหล่านี้ค่ะ
- ได้ยินลดลงชัดเจน หูอื้อไม่หาย หรือมีเสียงดังในหูตลอดค่ะ
- เวียนหัวมาก เดินเซ อาเจียน หรือเป็นนานหลายชั่วโมงค่ะ
- ปวดหู มีไข้ หรือมีน้ำไหลจากหูค่ะ
- มีอาการชา แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือปากเบี้ยว ต้องรีบไปฉุกเฉินทันทีค่ะ