แปรงฟันเสร็จแล้วยังมีกลิ่นปาก แปรงมากขึ้นก็ไม่หาย มีอะไรช่วยได้ไหมค้าบ
กลิ่นปากแม้จะแปรงฟันแล้ว ก็ยังเกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ และการ “แปรงให้มากขึ้น” อย่างเดียวอาจไม่ช่วย เพราะต้นเหตุอาจไม่ได้อยู่แค่ที่ฟันค่ะ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- คราบแบคทีเรียบนลิ้น โดยเฉพาะโคนลิ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกลิ่นปากหลายคนค่ะ
- หินปูน เหงือกอักเสบ หรือฟันผุที่มีกลิ่นสะสมค่ะ
- ปากแห้ง ดื่มน้ำน้อย นอนอ้าปาก สูบบุหรี่ หรือดื่มกาแฟบ่อยค่ะ
- ทอนซิลอักเสบ หรือมี “ก้อนหินทอนซิล” (tonsil stones) ที่มีกลิ่นแรงค่ะ
- กรดไหลย้อน ไซนัสอักเสบ หรือโรคกระเพาะบางชนิดก็ทำให้มีกลิ่นปากได้ค่ะ
สิ่งที่ช่วยได้จริงและควรลองทำร่วมกันมีดังนี้ค่ะ
- แปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน โดยเฉพาะช่วงด้านหลังลิ้น แต่ไม่ต้องแรงจนเจ็บค่ะ
- ใช้ไหมขัดฟันวันละครั้ง เพราะเศษอาหารซอกฟันมักเป็นต้นเหตุที่แปรงไม่ถึงค่ะ
- ดื่มน้ำให้พอ ลดปากแห้ง และลองเคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลเพื่อกระตุ้นน้ำลายค่ะ
- ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มี chlorhexidine, cetylpyridinium chloride หรือ zinc ช่วยลดแบคทีเรียและกลิ่นได้ค่ะ แต่ chlorhexidine ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานเกินไปโดยไม่ปรึกษาทันตแพทย์ค่ะ
- ถ้ามีกลิ่นแรงตอนเช้า คัดจมูก กรดไหลย้อน เรอบ่อย หรือเจ็บคอเรื้อรัง ควรตรวจหาสาเหตุร่วมด้วยค่ะ
ถ้าดูแลเต็มที่แล้วเกิน 2–4 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการร่วม เช่น เหงือกบวม เลือดออก ฟันโยก เจ็บคอเรื้อรัง มีคราบขาวในปาก น้ำหนักลด หรือคนรอบข้างทักบ่อยมาก แนะนำพบทันตแพทย์หรือแพทย์หูคอจมูกเพื่อตรวจละเอียดค่ะ เพราะบางครั้งต้นเหตุอยู่ลึกกว่าการแปรงฟันปกติค่ะ