ทำไมบางครั้งช่วงมีประจำเดือนถึงรู้สึกถ่ายบ่อยกว่าปกติ แถมปวดท้องเหมือนท้องเสียด้วยค่ะ
อาการถ่ายบ่อย ปวดบิดท้อง หรือรู้สึกเหมือนท้องเสียช่วงมีประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้ค่อนข้างบ่อยค่ะ สาเหตุหลักมักเกี่ยวกับ “ฮอร์โมนและสารเคมีในร่างกาย” โดยเฉพาะสารที่ชื่อว่า prostaglandins ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้มดลูกบีบตัวและขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาเป็นประจำเดือนค่ะ แต่สารนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะที่มดลูกเท่านั้น ยังไปกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวมากขึ้นด้วย จึงทำให้บางคนมีอาการดังนี้ค่ะ
- ถ่ายบ่อยกว่าปกติ
- อุจจาระนิ่มหรือเหลวขึ้น
- ปวดบิดท้องคล้ายท้องเสีย
- ท้องอืด แน่นท้อง
- ปวดหน่วงท้องน้อยร่วมด้วยค่ะ
นอกจากนี้ ช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ระบบทางเดินอาหารไวขึ้นได้ค่ะ บางคนอาจรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำบ่อยทั้งปัสสาวะและอุจจาระ รวมถึงอาจมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดหลังร่วมด้วย ซึ่งถ้าอาการเกิดเฉพาะช่วงมีประจำเดือน และดีขึ้นหลังหมดประจำเดือน มักถือว่าอยู่ในกลุ่มอาการปกติค่ะ
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรระวังและอาจต้องพบแพทย์ค่ะ
- ปวดท้องรุนแรงมากจนใช้ชีวิตลำบาก
- ถ่ายเหลวหนัก มีไข้ หรืออาเจียนมาก
- มีเลือดปนในอุจจาระ
- อาการท้องเสียเป็นต่อเนื่องแม้ไม่ได้มีประจำเดือน
- ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ค่ะ
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น ได้แก่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดอาหารมันจัด คาเฟอีน และอาหารรสจัดช่วงมีประจำเดือน พักผ่อนให้พอ ใช้ถุงน้ำอุ่นประคบท้อง และหากปวดมากสามารถใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen ตามคำแนะนำเภสัชกรหรือแพทย์ได้ เพราะยากลุ่มนี้ช่วยลด prostaglandins ได้ค่ะ